การทำความเข้าใจของผู้สูงอายุเกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพ

ผู้สูงอายุกับความเข้าใจในเรื่องของการดูแลสุขภาพ

ต้องยอมรับว่าด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปได้อย่างก้าวไกลในยุคปัจจุบันส่งผลให้อายุของผู้คนยืนยาวมากยิ่งขึ้น ประกอบกับแนวคิดของคนในยุคใหม่ที่รู้สึกว่าการมีครอบครัวหรือการมีลูกไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับพวกเขามากนัก นั่นทำให้สังคมในอนาคตถูกคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นสังคมของผู้สูงอายุอย่างแน่นอน แต่ถึงกระนั้นการเป็นสังคมผู้สูงอายุก็ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งไม่ดี เพราะหากผู้สูงอายุรู้จักและเข้าใจในเรื่องของการดูแลสุขภาพตนเองก็จะช่วยให้ไม่เป็นภาระของคนหนุ่มสาววัยทำงานอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้การทำความเข้าใจเกี่ยวกับด้านสุขภาพของผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยที่จะทำให้ผู้สูงอายุทุกคนใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายได้อย่างมีความสุขและไม่รบกวนต่อสังคมภายนอก การทำความเข้าใจของผู้สูงอายุเกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงของร่างกายคนเราเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหน ศาสนาใด ผู้ชายหรือผู้หญิงก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักนั่นคือสภาพร่างกายค่อยๆ เสื่อมถอยลงตามกาลเวลาเพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วในแต่ละบุคคลเท่านั้นเอง ซึ่งความช้าหรือเร็วที่ว่าก็เกิดจากหลายปัจจัย อาทิ สิ่งแวดล้อม พันธุกรรม การดูแลสุขภาพ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะรู้สึกถึงการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุของตนเองแต่ผู้สูงอายุทุกคนก็สามารถดูแลสุขภาพของตนเองเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีได้ด้วยปัจจัยที่ต้องดูแลเหล่านี้ เรื่องของอาหาร – เป็นที่รู้กันดีว่าเมื่อมีอายุเยอะขึ้นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็ต้องตามมา การเลือกทานอาหารที่เหมาะสมกับร่างกายของตนเองจะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพร่างกายที่ดี เพราะการทานอาหารที่ดีจะทำให้สารอาหารที่เหมาะสมเข้าไปช่วยบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง การออกกำลังกาย – การออกกำลังกายไม่ได้ถูกกำหนดตายตัวว่าจะต้องออกแบบใดขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้สูงอายุแต่ละคน ทว่าอย่างน้อยที่สุดก็ควรมีการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อให้ร่างกายได้รู้สึกว่าตนเองยังมีเรี่ยวแรงในการทำสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ ลดปัญหาความเครียดและความวิตกกังวล – เป็นเรื่องปกติมากๆ ของผู้สูงอายุเมื่อตนเองเริ่มว่างและไม่ได้มีอะไรต้องทำมากเหมือนวัยหนุ่มสาว ความวิตกกังวลหรือความเครียดต่างๆ ก็จะค่อยๆ เข้ามาสู่ความคิดมากขึ้น ยิ่งหากบางคนที่รู้สึกว่าตนเองไร้ค่ายิ่งไปกันใหญ่ สิ่งเหล่านี้ต้องกำจัดออกให้หมดและพยายามหากิจกรรมที่มีความสุขทำจะช่วยลดปัญหาด้านสภาพจิตใจได้ในระดับหนึ่ง การป้องกันอุบัติเหตุและอันตรายที่อาจเกิดกับตนเอง – เช่น การลื่นล้ม การเดินตกบันได สิ่งเหล่านี้สามารถป้องกันได้ด้วยการระมัดระวังมากขึ้นเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหากับสุขภาพของตนเองในภายหลังเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น

บ้านและความเป็นอยู่ของผู้สูงวัยในประเทศสหรัฐอเมริกา

บ้านและความเป็นอยู่ของผู้สูงวัยในประเทศสหรัฐอเมริกา

เป็นเรื่องปกติมากที่เราจะเห็นสังคมในยุคนี้มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุก็มาจากเรื่องของวิวัฒนาการด้านต่างๆ ของโลกมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ทั้งเรื่องของวิทยาศาสตร์ ด้านการแพทย์ การศึกษาค้นคว้าเพื่อให้ชีวิตมีอายุยืนยาวมากขึ้นได้ นั่นทำให้คนในยุคที่ผ่านมาสามารถใช้ชีวิตแบบมีแนวทางมากกว่าเดิม การเสียชีวิตก็ลดลงอัตราผู้สูงอายุจึงมากขึ้นเป็นเรื่องปกติ อย่างในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ยิ่งเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นปีละจำนวนไม่น้อยแต่ด้วยความที่ประเทศของเขายังคงให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุจึงทำให้ผู้สูงอายุในสหรัฐฯ มองว่าพวกเขายังคงมีค่าเสมอ บ้านและความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุในสหรัฐฯ สำหรับผู้สูงอายุในสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ต่างกับประเทศพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาทั่วไปนั่นคือ หากไม่ได้มีครอบครัวที่สามารถเลี้ยงดูได้ก็จะถูกมาอยู่กับบ้านพักคนชรา ซึ่งบ้านพักคนชราในสหรัฐฯ ก็มีอยู่ในแทบทุกเมืองไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือบ้านผู้สูงอายุในสหรัฐฯ หลายแห่งพยายามสร้างกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุทุกคนมองว่าเขาถูกทอดทิ้ง แต่สำหรับผู้สูงอายุทั่วไปในสหรัฐฯ ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต่างก็ให้ความสำคัญกับบุคคลเหล่านี้อย่างมากเพราะพวกเขามีสิทธิประโยชน์มากมายที่ได้รับไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการด้านต่างๆ ขององค์กรส่วนท้องถิ่น ผู้สูงอายุบางคนต้องการเข้าโรงภาพยนตร์เพื่อชมภาพยนตร์ก็จะได้ส่วนลด การเดินทางไปยังที่ต่างๆ ก็ได้รับการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีและได้รับสิทธิพิเศษทั้งการขึ้นรถประจำทางฟรี รถไฟฟรี โดยการนั่งรถประจำทางฟรีสามารถนั่งได้ทั่วทั้งเมืองแทบทุกสายแต่มีข้อแม้นิดหน่อยว่าต้องเป็นวันจันทร์ถึงศุกร์เท่านั้น แต่สำหรับวันเสาร์อาทิตย์หากจำเป็นต้องใช้บริการก็อาจจ่ายแค่ครึ่งเดียว ซึ่งการทำแบบนี้ทางรัฐบาลสหรัฐฯ เองก็มีเหตุนั่นคือพวกเขาต้องการให้ผู้สูงอายุอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวให้มากๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุทุกคนรู้สึกว่าพวกเขามีค่ามากกว่าที่จะรอให้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เราจึงมักสังเกตว่าสังคมผู้สูงอายุในสหรัฐฯ ดูจะมีความสุขกับการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาได้รับการดูแลเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นการอยู่บ้านพักคนชราหรืออยู่กับครอบครัวก็ตาม การเป็นผู้สูงอายุคงไม่มีใครอยากที่จะรบกวนผู้อื่นอย่างแน่นอน แต่การให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งมีค่าเพราะในอดีตเขาเหล่านี้ก็ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้มากมายไม่น้อยเหมือนกัน เมื่อถึงวันที่พวกเขาต้องปลดเกษียณตนเองสิ่งที่พวกเขาทำเอาไว้จึงต้องส่งผลกลับมาให้กับพวกเขาบ้าง

Elderly Society Japan

เจาะลึกสังคมของผู้สูงวัยในประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างไร

ประเทศญี่ปุ่นถือว่าเป็นประเทศที่มีระบบเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากๆ ของเอเชียและของโลก แต่แม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีการพัฒนามากแค่ไหนเรื่องของวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งที่พวกเขายังคงอนุรักษ์ไว้ไม่เสื่อมคลายไม่ว่าจะเป็นประเพณีต่างๆ อาหาการกิน การแต่งกาย รวมไปถึงการปฏิบัติตนด้วย แต่ในปัจจุบันนี้สิ่งหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาเป็นอย่างมากก็คือเรื่องของจำนวนผู้สูงวัยในประเทศมีอัตราเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ซึ่งดูทีท่าแล้วก็เกิดได้จากปัจจัยหลายๆ ประการที่ส่งผลให้ทุกวันนี้สังคมของคนญี่ปุ่นเริ่มเข้าสู่สังคมของผู้สูงวัยมากขึ้นกว่าที่เคยผ่านมา สังคมผู้สูงวัยในประเทศญี่ปุ่น ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดเรื่องของสังคมผู้สูงวัยในประเทศญี่ปุ่นจนนำพามาสู่เรื่องของปัญหานั่นคือการที่คนญี่ปุ่นในยุคนี้แต่งงานกันช้าลง นอกจากจะแต่งงานช้าลงแล้วยังมีการวางแผนครอบครัวแบบคนสมัยใหม่นั่นคือไม่มีลูก ถึงขนาดว่าสมาคมวางแผนครอบครัวของญี่ปุ่นได้มีการเปิดเผยข้อมูลว่าตอนปี 2554 ญี่ปุ่นมีชายโสดอายุระหว่าง 18-34 ปี ที่ไม่แต่งงาน 61% และผู้หญิงอายุเดียวกัน 49% ไม่ยอมขอมีความสัมพันธ์แบบโรแมนติกกับผู้ชาย นั่นแสดงให้เห็นว่าช่วงวัยที่พวกเขาควรจะแต่งงานหรือมีครอบครัวกลายเป็นว่าพวกเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบคนโสดมากกว่า แต่ปัจจัยตรงนี้ก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วนั่นเอง ด้วยเทคโนโลยีของญี่ปุ่นก้าวไกลไปมากทำให้คนโสดจำนวนมากมองว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องหาความสุขจากเพศตรงข้ามหรือจากการมีครอบครัวก็ได้ เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเติมเต็มความต้องการด้านต่างๆ ให้กับพวกเขาแบบครบถ้วน แน่นอนว่าเมื่อเจาะลึกลงไปจริงๆ การที่ญี่ปุ่นกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุผลกระทบที่ตามมาอย่างมากคือเมื่อผู้สูงอายุจำนวนมากเกิดการเจ็บป่วย รัฐจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเหลือดูแลด้านการรักษาพยาบาลทำให้มีผู้เจ็บป่วยมากขึ้น ซ้ำร้ายคนที่จะคอยดูแลกลับน้อยลงบวกกับคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวขึ้นมาพัฒนาประเทศก็ลดน้อยตามไปด้วย ซึ่งเมื่อมองในระยะยาวอาจส่งผลกระทบในอนาคตต่อประเทศได้เหมือนกัน อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับสิ่งหนึ่งว่าการที่สังคมของญี่ปุ่นมีคนสูงอายุมากขึ้นก็มาจากการดูแลสุขภาพที่ดีของพวกเขาด้วยเหมือนกัน นี่คือจุดเด่นที่ทำให้พวกเขามองว่าการไม่มีครอบครัวก็ไมได้ส่งผลกระทบเสียหายอะไร ตรงจุดนี้ยังเป็นสิ่งที่ทำให้หลายๆ ประเทศยังคงฉุกคิดถึงผลกระทบที่อาจตามมาได้หากเกิดขึ้นกับประเทศของตนเองเข้าบ้างจริงๆ ในไม่ช้านี้

เข้าใจถึงธุรกิจการบริการผู้สูงอายุ และโอกาสของผู้ประกอบการไทย

สังคมยุคใหม่มีความเปลี่ยนแปลงไปในด้านต่างๆ มากมาย แม้สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดจะเป็นเรื่องของปัจจัยแวดล้อมภายนอกไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายจากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ชีวิตของคนเราอยู่ง่ายกันมากขึ้น แต่อีกสิ่งที่หากใครไม่ได้สังเกตอาจมองไม่ออกว่าทุกวันนี้สังคมไทยและต่างประเทศทั่วโลกเริ่มเข้าสู่ยุคของสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งปัจจัยก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายแต่ที่มองเห็นภาพชัดเจนที่สุดนั่นคือคนในยุคปัจจุบันเริ่มแต่งงานกันช้าลง ใช้ชีวิตโสดกันมากขึ้น หรือแต่งงานแต่ไม่มีลูกกันเยอะขึ้น ส่งผลให้ประชากรผู้สูงอายค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามไปด้วยและเหตุนี้เองทำให้ธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการผู้สูงอายุในต่างประเทศจึงเป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยม เข้าใจถึงธุรกิจการบริการผู้สูงอายุ จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคที่เรียกว่า baby boom ซึ่งในเวลาต่อมาอัตราจำนวนประชากรก็ค่อยๆ ลงลงเรื่อยๆ มาจนถึงปัจจุบันนั่นทำให้อัตราประชากรของจำนวนผู้สูงอายุมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2013 อัตราผู้สูงอายุต่อประชากรกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วมีอยู่ 23% หรือประมาณ 240 ล้านคน เพิ่มจากเมื่อปี 1990 ที่มีแค่ 17% อยู่มากพอสมควร ซึ่งจากอัตราการขยายตัวของจำนวนผู้สูงอายุนี้ส่งผลให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการแบบเฉพาะเจาะจงกับผู้สูงอายุมากขึ้นตามไปด้วย ความต้องการที่แตกต่างของกลุ่มผู้สูงอายุประกอบกับการขยายตัวทางการเงินทำให้เกิดธุรกิจประเภทใหม่ขึ้นมา ในต่างประเทศจะเน้นธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้สูงอายุหลังเกษียณ เช่น ธุรกิจตัวแทนเพื่อหางานให้ผู้สูงอายุที่ต้องการหารายได้หลังเกษียณ, ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพของผู้สูงอายุที่เข้าไปตรวจสุขภาพกันถึงบ้าน, ธุรกิจขับรถรับส่งผู้สูงอายุที่มีการดัดแปลงรถให้เกิดความเหมาะสมเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก, ธุรกิจสร้างความสะดวกสบายด้วยการถือของในห้างสรรพสินค้าสำหรับผู้สูงอายุที่ถือของหนักๆ ไม่ไหว เป็นต้น เหล่านี้คือธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงกับประเทศที่พัฒนาแล้วมีกลุ่มเป้าหมายในวัยของผู้สูงอายุ โอกาสของผู้ประกอบการในไทยเกี่ยวกับธุรกิจผู้สูงอายุ ประเทศไทยถือเป็นประเทศกำลังพัฒนาซึ่งในสังคมก็จะเห็นว่าเริ่มมีผู้สูงอายมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเป็นเช่นนี้จากสภาพอากาศที่เหมาะสมบวกกับค่าครองชีพที่ไม่สูงทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเป้าหมายของชาวต่างชาติที่เกษียณอายุจำนวนไม่น้อยในการมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่หรือพักอาศัยในระยะยาวจากปัจจัยตรงนี้เองแม้ภาพรวมมองว่าธุรกิจอาจไม่ได้รองรับผู้สูงอายุในประเทศไทยแต่ก็สามารถรองรับกลุ่มผู้สูงอายุชาวต่างชาติได้ไม่น้อย นั่นทำให้ธุรกิจด้านการให้บริการผู้สูงอายุในประเทศไทยสามารถเติบโตได้และไม่แน่ว่าเมื่อคนไทยเห็นดีงามด้วยก็พร้อมกลายเป็นธุรกิจที่น่าจับตาเหมือนกัน

การดูแลผู้สูงอายุของประเทศไทยกับต่างประเทศต่างกันอย่างไร

เมื่อโลกเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนสุดๆ คือเรื่องของการดูแลผู้สูงอายุในแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกันออกไป เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนก็คืออย่างประเทศสหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี ประเทศเหล่านี้คือประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนประเทศกำลังพัฒนาก็คือประเทศไทย ประกอบกับวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไปเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้การดูแลผู้สูงอายุระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศที่พัฒนาแล้วยังคงมีความแตกต่างกันอยู่ในระดับหนึ่งแต่ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างในระดับใดก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความน่าสนใจด้วยกันทั้งสิ้น ความแตกต่างของการดูแลผู้สูงอายุระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก่อนนั่นคือเรื่องของวัฒนธรรม คนไทยเป็นชนชาติที่อาศัยอยู่ร่วมกันแบบครอบครัวมาอย่างยาวนาน เป็นความรู้สึกของครอบครัวที่ไล่ลำดับความเคารพนับถือตามอายุนั่นหมายถึงว่าคนที่อายุน้อยกว่าจะให้ความเคารพคนที่อายุมากกว่าซึ่งตรงจุดนี้ส่งผลมายังเรื่องของการดูแลผู้สูงอายุด้วย คนไทยจำนวนมากมองว่าการให้ผู้สูงอายุดูแลตนเองหรือการส่งไปยังบ้านพักคนชราเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่นักในความรู้สึกลึกๆ ของจิตใจคนไทยส่วนใหญ่ นั่นทำให้บ้านพักคนชราหรือธุรกิจเกี่ยวกับคนชราหลายๆ ประเภทอาจยังไม่ค่อยได้รับความสนใจในสังคมไทยเท่าไหร่นัก ด้วยความที่คนไทยมองว่าสิ่งเหล่านี้ควรเป็นสิ่งที่ลูกหลานพึงต้องปฏิบัติกับผู้สูงอายุในครอบครัวมากกว่าจะให้คนอื่นมาปฏิบัติให้นั่นเอง เป็นค่านิยมที่ถูกปลูกฝังรากลึกมาอย่างยาวนานแต่ในอนาคตหากกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มตัวก็อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวความคิดกันอยู่บ้างเหมือนกัน แต่สำหรับในต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วตามแถบยุโรปหรือสหรัฐฯ พวกเขาเหล่านี้จะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากประเทศไทยมากพอสมควรนั่นคือเรื่องของการอยู่เป็นครอบครัวอาจไม่ได้มีความผูกพันเท่าคนไทย ส่งผลให้คนสูงอายุส่วนใหญ่ก็รู้สึกว่าสามารถดูแลตนเองได้รวมถึงการไปอยู่ในบ้านพักคนชราของต่างประเทศไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผู้สูงอายุที่โดนทอดทิ้งนั่นทำให้ธุรกิจบ้านพักคนชราและธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุในต่างประเทศกลายเป็นสิ่งที่มีการแข่งขันสูงมาก ซึ่งนั่นก็เป็นปัจจัยมาจากแนวความคิดที่แตกต่างกันนั่นเอง สรุปแบบง่ายๆ ก็คือด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างทำให้การดูแลของผู้สูงอายุในประเทศไทยยังคงถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนในครอบครัวเป็นหลักที่ต้องเอาใจใส่ดูแลผู้สูงอายุในขณะที่ต่างประเทศพวกเขามองว่าผู้สูงอายุสามารถได้รับการดูแลปกติจากคนทั่วไปได้เพราะสังคมของเขาไมได้รู้สึกว่าต้องให้ลูกหลานดูแลเพียงอย่างเดียว นั่นจึงเป็นความแตกต่างในการดูแลผู้สูงอายุของคนไทยกับต่างประเทศที่ยังคงเห็นได้อย่างชัดเจนมากๆ นั่นเอง

บ้านพักคนชรา

บ้านพักคนชราในประเทศไทยที่ได้รับความนิยม

ปัจจุบันเทคโนโลยีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในการของการแพทย์ ดังนั้นอายุไขของคนในปัจจุบันจึงสูงขึ้น เพราะว่ามีการรักษาการดูแลที่มากขึ้นกว่าเดิม ผลที่ตามมาก็คือจำนวนของผู้สูงอายุสูงขึ้น สังคมผู้สูงอายุมีมากขึ้น บ้านพักคนชราเองก็มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันจะเห็นได้ว่าภาคเอกชนนั้นหันมาทำธุรกิจดูแลผู้สูงมากขึ้น ถึงแม้ว่าสังคมของประเทศไทยจะถูกปลูกฝังในเรื่องของการดูแลตอบแทนเลี้ยงดูผู้มีพระคุณมามากแค่ไหน แต่เมื่อถึงเวลาที่จำเป็นจริงๆ เราก็สามารถที่จะมาพึ่งพา หรือใช้บริการบ้านพักคนชราได้ เพียงแต่ว่าไม่ควรที่จะปล่อยปละปะเลยญาติของเรา โดยไม่สนใจใยดี ในส่วนความนิยมของบ้านพักคนชรา อย่างที่เราเห็นกันอยู่ว่าปัจจุบันมีบ้านพักคนชราเกิดขึ้นเยอะมากๆ ทั้งที่เป็นของเอกชน ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่ก็ใกล้บ้านมากกว่า หรืออยู่ในพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย แต่อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกสถานที่ที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าดังนั้นความนิยมส่วนใหญ่จึงตกมาอยู่ในบ้านพักคนชราบางแค ซึ่งถือว่ามีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศไทย เพราะว่าเป็นบ้านพักคนชราแห่งแรกที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปัจจุบันบ้านพักคนชราบางแคนั้นมีอยู่สองสาขา คือบ้านพักคนชราบางแค 1 และบางแค 2 นอกจากความมีเชื่อเสียงด้วยความเป็นแห่งแรกของประเทศแล้ว บ้านบางแคก็ยังได้รับความนิยมเพราะว่ามีการดูแลอย่างดี ในส่วนของการแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุก็มีการแบ่งอย่างเหมาะสม โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ กลุ่มของผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้ดี กลุ่มผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง และสุดท้ายคือกลุ่มของผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ดังนั้นในส่วนของการบริจาคสิ่งของต่างๆ จากผู้ใจบุญมายังบ้านพักบางแค ควรเลือกบริจาคเป็นอาหารเสริม แพมเพิส ที่ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นกับผู้ป่วยติดเตียง ในส่วนของการเข้ามาอยู่ของผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราบางแค หรือที่อื่นๆ ก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสมัครใจของผู้สูงอายุ เพราะเมื่อใดที่ผู้สูงอายุมาอยู่ด้วยความไม่สมัครใจ ปัญญาห่างๆ ก็จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายตัวเอง การหนีออกนอกสถานที่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เราทราบอยู่แล้วว่า เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลนั้น มีจำนวนน้อยกว่าผู้สูงอายุที่เข้ามาอยู่ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง ปัญหาเหล่านี้จึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่อยู่ใช้ชีวิตในบ้านพักคนชรา จะไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรเพราะว่าอยู่ฟรี …

บ้านพักคนชรา

ประวัติความเป็นมาของบ้านพักคนชรา

บ้านพักคนชรา ถือว่าเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่จะช่วยท่านดูแลญาติผู้ใหญ่ของท่าน ให้ความรู้สึกใกล้ชิด ปลอดภัย เหมือนกับอยู่บ้าน แต่อย่างไรก็ตาม บ้านพักคนชราก็ยังไม่ใช่สถานที่ที่เป็นบ้าน ที่ทั้งครอบครัวจะได้มาอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ดังนั้นหากเราไม่มีความจำเป็น หรือลำบากมากจำเป็นก็ไม่ควรที่จะให้ญาติผู้ใหญ่ ผู้เลี้ยงดูเรามา มาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ การได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันที่บ้านน่าจะเป็นสิ่งที่มีความสุขมากที่สุดแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของครอบครัวที่มีความจำเป็นจริงๆ ก็สวามารถที่จะเข้ามาใช้บริการสถานที่แห่งนี้ได้ และในวันนี้เราจะมาพูดถึงประวัติความเป็นมาของสถานที่ที่เรียกว่าบ้านพักคนชรากัน บ้านพักคนชราเกิดขึ้นเนื่องจากปัจจุบันนั้นโลกของเรามีความเปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อก่อนคนชราในบ้านจะต้องได้รับการเลี้ยงดูจากคนในครอบครัวเอง หรือลูกหลานๆ นั่นเอง แต่ปัจจุบันเมื่อสังคมเริ่มเปลี่ยนไป อีกทั้งปัญหาของครอบครัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัวมีขนาดเล็ก สมาชิกในครอบครัวต้องออกไปทำงานไกล ไม่สามารถที่จะมาดูแลคนชราได้ หรือไม่มีเวลาในการดูแลมากพอ บางครั้งผู้สูงอายุเองก็มีความรู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นภาระของลูกหลาน จึงขอมาอยู่บ้านพักคนชรา บางคนอยู่ตัวคนเดียว เป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีหลาน ก็ตัดสินใจที่จะมาอยู่ในสถานที่ที่ตัวเองคิดว่ามีคนดูแล แล้วรู้สึกปลอดภัย จึงได้มีการสร้างสถานดูแลผู้สูงวัยขึ้นมา โดยส่วนใหญ่จะถูกสร้างขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรการกุศลต่างๆ ในส่วนของค่าใช้จ่ายก็จะมาจากคนที่ฝากผู้สูงวัยให้ดูแล แต่อย่างไรก็ตามด้วยสังคมที่เลวร้ายมากขึ้นอย่างปัจจุบันนี้ มีหลายครอบครัวที่ขาดความรับผิดชอบ ฝากญาติผู้ใหญ่ของตัวเองไว้ แต่กลับไม่มาสนใจใยดี ซึ่งกรณีนี้มีอยู่ให้เห็นเยอะมาก ดังนั้นภาระจึงตกเป็นของหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรนั้นๆ แต่อย่างไรก็ตามด้วยสังคมแห่งความเมตตาก็จะมีผู้ใจบุญที่บริจาคเงินเข้ามาช่วยเหลือหน่วยงานนี้อยู่เรื่อยๆ ทำให้สถานที่แห่งนี้ยังสามารถที่จะตั้งอยู่ด้วย ด้วยกันช่วยเหลือกันของคนในสังคมด้วยกันนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีสถานดูแลผู้สูงวัยอยู่มากมายแค่ไหนก็ตาม ถ้าหากเราเรียกแทนตัวเองว่าลูก ว่าหลาน เราก็ควรมีความตระหนักไว้เสมอว่า ท่านคือผู้ที่เลี้ยงดูเรามา ความกตัญญูกตเวที เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องตอบแทนท่าน ถ้าหากไม่มีความจำเป็นก็ดูแลท่านด้วยตัวเองจะดีที่สุด แต่ถ้าหากจำเป็นต้องให้ท่านอยู่บ้านพักคนชราจริงๆ …

วัยเกษียณ

การเตรียมตัวหลังวัยเกษียณ

ส่วนใหญ่แล้วสังคมจะกำหนดให้คนในวัย 60 ปีบริบูรณ์เป็นวัยเกษียณ หรือวัยที่พ้นสภาพจากการทำงานนั่นเอง ซึ่งหลายคนเมื่อต้องเข้าสู่วัยเกษียณ ก็จะเกิดความคิดมากมายขึ้นมาในหัว ว่าต่อไปจะทำอะไร อยู่บ้านเฉยๆ จะเป้นภาระของลูกหลานหรือไม่ เงินที่มีอยู่จะพอในการใช้ชีวิตต่อจากนี้ไปหรือไม่ ซึ่งความคิดต่างๆ เหล่านี้บางครั้งก็ส่งผลกระทบกับร่างกายและจิตใจจนทำให้เกิดอาการเครียดได้ โดยพื้นฐานครอบครัว สภาพแวดล้อมของคนเรานั้นย่อมมีความแตกต่างกันออกไปเป็นธรรมดา บางคนเข้าสู่วัยเกษียณเพื่อที่จะพักผ่อนอยู่บ้าน มีลูกหลานคอยดูแล แก้เหงา บางคนไม่มีใครก็ต้องอยู่บ้านแบบเหงาๆ คนเดียว ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการวางแผนล่วงหน้านั่นเอง นอกจากวางแผนทางด้านการเงิน การชีวิต สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ดีของวัยเกษียณออกไป เมื่อเรามีการวางแผนและเตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณจริงๆ ก็จะไม่กังวลกับสิ่งที่จะต้องเจอ หรือความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต บางคนมีความเครียดเพราะรายได้ต้องสูญเสียไป บทบาทหน้าที่ อำนาจทางสังคมก็เปลี่ยนไป ทางที่ดีที่สุดก็คือการยอมรับนั่นเอง ดังนั้นสิ่งที่ควรเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ ก่อนเข้าสู่วัยเกษียณก็คือ พร้อมที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องของสุขภาพ เพราะเมื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรค เราก็จะมีความสุขทั้งกายทั้งใจ สิ่งที่สามารถทำได้คือ หมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนเอง ไม่ว่าจะเป็นอาการนอนไม่หลับ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น หรือลดลง ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรทานอาหารให้เหมาะสมกับวัยของตน เช่นอาหารที่ย่อยง่าย อย่างเนื้อปลา ทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงอย่างผักผลไม้ต่างๆ  เมื่อมีเวลาว่างมากๆ ควรหากิจกรรมยามว่างทำ เพื่อให้ร่างกายให้ออกแรง เป็นการออกกำลังกายแบบเบาๆ ไปในตัว และที่สำคัญคือมองโลกในแง่ดี ทำตัวให้ร่าเริง สร้างความสุขให้ตัวเองและคนรอบข้างให้มากๆ …

วันผู้สูงอายุแห่งชาติ

ประวัติและความเป็นมาของ วันผู้สูงอายุแห่งชาติ

ในวันที่ 13 เมษายนของทุกปี คือวันที่หลายๆ ครอบครัวจะได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพราะเนื่องจากเป็นวันหยุดสงกรานต์ด้วย ดังนั้นคนที่ทำงานไกลบ้าน จึงมีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมเยียนพ่อแม่ที่อยู่บ้าน ในวันที่ 13 เมษายน จะเป็นวันที่เราได้เห็นภาพของการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่อยู่เป็นประจำ ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าจริงๆ แล้ววันนี้เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติด้วย ซึ่งมีความเป็นมาดังนี้ วันผู้สูงอายุแห่งชาติของประเทศไทย จะเป็นคนละวันกับวันผู้สูงอายุสากล โดยวันผู้สูงอายุสากล คือวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี โดยมีการเริ่มใช้กันมาทั่วโลกตั้งแต่ปี 2542 ในส่วนของประเทศไทยของเรานั้นเกิดขึ้นในสมัยของรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ท่านได้ตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงอายุ เพราะว่าท่านมองเห็นถึงปัญหาของผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นในสังคมไทย พร้อมทั้งคิดแก้ไขปัญหาแหล่านี้ว่า ต้องทำอย่างไรลูกหลานถึงจะได้กลับมารวมตัวกันในวันสำคัญ ท่านจึงมีมติว่าให้วันที่ 13 เมษายนของทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุของประเทศไทย โดยจุดประสงค์หลักของการก่อตั้งครั้งนี้ก็เพื่อ เพื่อให้การสงเคราะห์คนชราที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่มีที่อยู่อาศัย รวมถึงไม่สามารถที่จะอยู่กับครอบครัวได้ เพื่อเสริมบริการในการรักษาพยาบาล กายภาพบำบัด หรือกิจกรรมอื่นๆ เป็นพิเศษ แบ่งเบาภาระครอบครัวที่มีรายได้น้อย และไม่สามารถที่จะเลี้ยงดูคนชราได้ ป้องกันปัญหาเกี่ยวกับคนชรา ตอบแทนคุณความดี ของคนที่เลี้ยงดูเรามา เพื่อคลายความกังวล ความเครียดต่างๆ ที่มักจะเกิดขึ้นในวัยชรา สร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุ นอกจากนี้ท่านก็ได้เลือกดอกลำดวน ให้เป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุอีกด้วย สำหรับที่มาของดอกลำดวน เป็นเพราะว่า เป็นพืชยืนต้นที่มีอยู่มากลำต้นมีอายุยืน ใบจะเป็นสีเขียวอชุ่มตลอดปี ดอกสีนวล มีกลิ่นหอม ไม่ร่วงโรยง่าย …

เงินบำนาญ

ความแตกต่างระหว่าง เงินบำเหน็จ และบำนาญ

บำเหน็จบำนาญ เป็นคำที่เราใช้เรียกคู่กันมาตลอด แต่หลายคนคงสงสัยว่าทั้งบำเหน็จและบำนาญนั้นมีความแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร ซึ่งความจริงแล้วบำเหน็จและบำนาญนั้นมีความแตกต่างกันพอสมควร เงินบำเหน็จ คือ เงินที่เราจะได้รับเป็นก้อนใหญ่ครั้งเดียว หลังจากที่เกษียณอายุราชการ โดยมีเกณฑ์การคำนวณจำนวนเงินคือ เอาเงินเดือนที่ได้รับเดือนสุดท้าย ไปคูณกับจำนวนปีที่รับราชการ สิทธิ์ที่จะได้รับเงินบำเหน็จมีหลักเกณฑ์ดังนี้ ในกรณีที่มีเวลาราชการไม่ถึง 10 ปีบริบูรณ์ อาจจะด้วยเหตุผล ดังนี้ ออกจากราชการเพราะเหตุทุพพลภาพ หมายถึงการสูญเสียอวัยวะในร่างกายไป หรือร่างกายในส่วนใดส่วนหนึ่งไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งมีผลกับการใช้ชีวิต และการทำงานไปตลอดชีวิต เช่น ตาบอด แขนขาขาด เป็นต้น ราชการให้ออกด้วยเหตุผลทดแทน ออกเพราะถึงอายุเกษียณอายุ ลาออกเมื่ออายุ 50 บริบูรณ์ ลาออกจากราชการมีอายุครบ 10 ปี แต่ไม่ถึง 25 ปีบริบูรณ์ มีสิทธิ์ได้รับบำนาญ แต่ขอรับเป็นบำเหน็จแทน เงินบำนาญ  คือ เงินที่เราจะได้รับต่อเดือนไปตลอดจนกว่าจะเสียชีวิต และหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้วทายาทก็จะได้รับเงินก้อนเป็นจำนวน 30 เท่าของเงินบำนาญ และถ้าหากว่าไม่มีทายาท หรือกรณีที่ทายาทเสียชีวิต เงินก้อนนั้นจะตกอยู่กับคนที่ซึ่งทายาทได้ระบุเอาไว้ว่าให้จ่ายแก่บุคคลใด betflix pg แต่ถ้าหากว่าทายาทไม่ได้ระบุไว้ หรือไม่มีทายาทเงินบำนาญก้อนนั้นก็จะเป็นอันยุติ โดยในส่วนของเงินบำนาญนั้นใช้วิธีการคำนวณคือ เอาจำนวนเงินเดือนที่ได้รับเดือนสุดท้ายมาคูณด้วยจำนวนปีราชการแล้วหารด้วย 50 จะได้เป็นจำนวนเงินบำนาญที่จะได้รับในทุกๆ เดือน โดยเกณฑ์ที่จะได้รับเงินบำนาญมีดังนี้ ต้องมีอายุราชการ 10 …