เปิดตัวที่พักวัยเกษียณ เชียงใหม่ ของบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป

เปิดตัวที่พักวัยเกษียณ เชียงใหม่ ของบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป

ปัจจุบันนี้โลกของเรากำลังเข้าสู่โลกในยุคที่การแพทย์ก้าวหน้า การรักษาสามารถทำได้กว้างจากโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ ในปัจจุบันก็สามารถหาทางที่จะรักษาได้ ซึ่งนั่นก็ทำให้สังคมของเราจึงเข้าสู่ยุคของสังคมผู้สูงอายุมากขึ้นกว่าอดีตหากเทียบกับพื้นที่ถึงร้อยละ 7 เลยทีเดียว สังคมผู้สูงอายุก็คือสังคมที่มีผู้มีอายุ 60 ขึ้นไปเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดปัญหาในสังคมขึ้นก็คือบุตรหลานของผู้สูงอายุไม่มีเวลาที่จะเข้ามาดูแล บ้างก็ปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านตามลำพังจนอาจทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้อาจทำให้บุตรหลานเกิดความกังวลและผู้สูงอายุเองก็อาจเกิดความเหงาจากการถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง ด้วยเหตุนี้ นพ. บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จึงได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดระเบียบผู้สูงอายุให้เกิดความสะดวกสบายและเป็นสัดส่วนมากยิ่งขึ้น จึงได้ร่วมลงทุนกับโครงการของบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ด้วยเงินกว่า 4000 ล้านบาท เพื่อที่จะเนรมิตโครงการที่พักอาศัยเพื่อผู้สูงอายุที่ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นถึง 20% ซึ่งโครงการที่สร้างขึ้นก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเพื่อผู้สูงอายุไว้อย่างครบครัน ที่ผสมผสานเข้ากับที่พักได้อย่างลงตัว ภายในโครงการก็จะประกอบไปด้วยสถานที่ที่เหมาะแก่ผู้สูงอายุได้แก่ พื้นที่สวนสาธารณะ นอกจากจะเป็นพื้นที่สวนสาธารณะแบบธรรมดาแล้วก็ยังมีการเพิ่มในส่วนของอาคารเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่ให้ผู้สูงอายุเข้าไปใช้บริการได้ นอกจากนี้ก็ยังมีส่วนบริการเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพ ที่จะมีคลีนิคสำหรับดูแลสุขภาพ กายภาพบำบัด ที่ปรึกษาของคนชรา มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอยู่เสมอ ไปจนถึงหากต้องพักค้างคืนก็สามารถได้รับการรักษาที่ทันท่วงที และยังมีส่วนอำนวยควาสมะดวกทั่วไป เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สปา ที่จะมีการออกแบบให้เหมาะสมกับผู้สูงวัย การจัดสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็มีการออกแบบสอดคล้องกับชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุแต่ก็แฝงไปด้วยความทันสมัย ทั้งหมดนี้ก็เป็นทางเลือกสำหรับคนที่กำลังมองหาที่พักให้กับบุคคสำคัญในครอบครัวและกับโครงการที่กำลังจะเปิดใหม่ในจังหวัดเชียงใหม่ก็จะยิ่งทำให้คนที่คุณรักมีควาสุขจากการได้ใกล้ชิดจากธรรมชาติ ทั้งนี้ก็ยังทำให้ผู้สูงอายุไม่เกิดความน้อยใจและลดคุณค่าในตัวเองได้เจอสังคมผู้สูงอายุเช่นเดียวกันและยังได้ใช้เวลาไปกับที่พักที่มีความสะดวกสบายและทันสมัยไปด้วยก็จะทำให้เวลาแห่งความสุขที่มีให้กันนั้นยิ่งเพิ่มมากยิ่งขึ้นไปด้วยนั่นเอง

กระนั้นนี่เป็นเพียงตัวอย่างของ 3 ประเทศ

ระบบการเกษียณอายุในต่างประเทศ

การเกษียณอายุหากแปลความหมายให้เข้าใจกันง่าย ๆ นั่นคือเมื่อถึงวัยอายุหนึ่งที่ถูกกำหนดไว้ว่าประสิทธิภาพในการทำงานจะลดลงหรืออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ควรต้องหยุดพักผ่อนและไม่ต้องทำงานอีกต่อไป ซึ่งการเกษียณอายุเรามักคุ้นเคยกันในเมืองไทยว่ามีอายุ 60 ปีขึ้นไป ทว่าในต่างประเทศเขาก็มีระบบเกษียณอายุเหมือนบ้านเราเช่นกัน หลายคนคงสงสัยว่าแล้วระบบของพวกเขาต่างกับบ้านเราหรือไม่ มีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง ลองมาไล่เรียงไปพร้อม ๆ กัน ระบบการเกษียณอายุของคนในต่างประเทศ ก่อนอื่นต้องขอยกตัวอย่างประเทศระดับโลกมาให้เห็นภาพเกี่ยวกับเรื่องการเกษียณอายุกันก่อนเพื่อให้เข้าใจในเรื่องราวตรงนี้เยอะขึ้นกว่าเดิม เยอรมัน เป็นประเทศแรกที่เริ่มมีการเกษียณอายุมาตั้งแต่ปี 2420 โดยตอนนั้นคนที่จะเกษียณอายุได้ต้องมีอายุ 65 ปี ทว่าปัจจุบันพวกเขาได้เพิ่มอายุเป็น 67 ปี แล้ว อังกฤษ เริ่มมีการกำหนดระบบเกษียณอายุขึ้นมาเมื่อปี 2443 โดยช่วงอายุที่สามารถเกษียณได้คือระหว่าง 60 – 65 ปี ทว่าเมื่อปี 2554 ทางรัฐบาลอังกฤษได้ออกประกาศยกเลิกอายุการเกษียณเรียบร้อยแล้ว สหรัฐฯ เริ่มต้นการกำหนดอายุเกษียณเมื่อปี 2463 ให้กับหน่วยงานภาครัฐ พอปี 2520 ได้เกิดกฎหมายว่าด้วยการกีดกันทางด้านอายุและการจ้างงาน ทำให้เกิดการยกเลิกการบังคับเกษียณอายุที่หน่วยงานกลางของประเทศพร้อมกันนี้ยังมีการบังคับเอกชนไม่ให้บังคับการเกษียณอายุก่อนวัย 69 ปี กระทั่งปี 2529 ได้กำหนดให้ทุกองค์กรเลิกการกำหนดอายุเกษียณต่อมาก็มีการกำหนดอายุสำหรับแรกรับสวัสดิการแบบเต็มรูปแบบ กระนั้นนี่เป็นเพียงตัวอย่างของ 3 ประเทศในเรื่องระบบเกษียณอายุเท่านั้นเพราะแต่ละประเทศทั่วโลกก็มีการกำหนดต่างกันออกไป ทว่าในสิ่งที่ทำให้ประเทศพัฒนาแล้วหลาย ๆ ประเทศไม่เกิดปัญหาผู้สูงอายุในสังคมเนื่องจากพวกเขามีการรณรงค์รวมถึงมีการออกนโยบายเกี่ยวกับเรื่องการออมเงินพร้อมหารายได้พิเศษเพิ่มเติมให้กับผู้สูงอายุเพื่อเป็นการรักษาระบบมาตรฐานในเรื่องค่าครองชีพเพราะลำพังจะใช้แค่เรื่องของเบี้ยบำเหน็จบำนาญเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถทำให้ได้ทั้งหมด นับวันผู้สูงอายุก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ยกเว้นบางประเทศที่มีระบบเบี้ยบำนาญผู้สูงอายุสูง ๆ …

จัดอันดับ

จัดอันดับประเทศที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก

เรามักคุ้นเคยกับคำว่าค่าครองชีพกันอยู่เป็นประจำ เพราะมันคือสิ่งที่บ่งบอกว่าเมืองนั้น ๆ มีเศรษฐกิจเป็นอย่างไรรวมถึงมีความคุ้มค่าในการใช้ชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งเมื่อช่วงต้นปี 2018 ที่ผ่านมาได้มีการจัดอันดับเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก แต่ละเมืองล้วนมีความน่าสนใจด้วยกันทั้งสิ้น ว่าแต่จะเป็นเมืองไหนกันบ้างลองมาจัดอันดับไล่เรียงไปพร้อม ๆ กันได้เลย จัดอันดับประเทศ?อัตราค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก สิงคโปร์ – กลายเป็นม้ามืดที่ถูกจัดอันดับให้ก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ประจำปีไปเรียบร้อยกับค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าปัจจุบันสิงคโปร์แม้จะเป็นเกาะเล็ก ๆ แต่มีความสำคัญในด้านเศรษฐกิจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสินค้า, เทคโนโลยี และอื่น ๆ อีกมาก กรุงปารีส ฝรั่งเศส – ลำดับที่ 2 เมืองแห่งแฟชั่นที่หลายคนรู้จักกันอย่างดีแถมเป็นเป้าหมายการเดินทางของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ไม่แปลกที่ฝรั่งเศสจะได้รับการยกให้เป็นเมืองค่าครองชีพสูงเป็นอันดับ 2 จากความงดงามบวกกับสิ่งอำนวยความสะดวกอันแสนครบครันภายในประเทศของพวกเขา เมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ – สวิตเซอร์แลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหนึ่งของโลกที่มีความสวยงาม ปลอดภัย ผู้คนอาศัยอยู่แบบน่ารัก ดังนั้นเมื่อทุกอย่างมีความปลอดภัยก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรที่ค่าครองชีพของพวกเขาจะสูงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีตามไปด้วย ฮ่องกง – เมืองแห่งการช็อปปิ้งและการไหว้พระขอพรของคนจำนวนมาก ได้รับการยกให้อยู่ในอันดับ 4 เมืองค่าครองชีพสูงสุดในโลก อาจด้วยการท่องเที่ยวที่สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ บวกกับมีบรรดาตึกสร้างใหม่อันเป็นแลนด์มาร์คของเมืองนี้จึงทำให้ระดับค่าครองชีพต้องสูงตามความทันสมัยของพวกเขานั่นเอง เมืองออสโล นอร์เวย์ – อีกเมืองทางยุโรปที่ได้รับการยกให้เป็นเมืองค่าครองชีพสูงที่สุดอันดับ 5 ด้วยความเงียบสงบบวกกับวิถีชีวิตของผู้คนที่เรียบง่ายแต่ซ่อนไว้ด้วยความปลอดภัย มีเศรษฐกิจดีเยี่ยม คุณภาพชีวิตของผู้คนจึงต้องดีตามไปด้วย กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ …

ควรทำอาชีพอะไรดีหลังเกษียณที่จะได้เป็นแนวทางให้ใครหลายๆคน

ควรทำอาชีพอะไรดีหลังเกษียณที่จะได้เป็นแนวทางให้ใครหลายๆคน

ในขณะที่หลายๆคนกำลังนับถอยหลังเข้าใกล้วันใกล้เกษียณ โดยมีอายุแค่ 55 ปีหรือ 60 ปี เท่านั้น ซึ่งคนส่วนใหญ่ในอายุเช่นนี้ยังคงมีศักยภาพในการทำงาน เช่น มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง , มีสติปัญญาครบถ้วน สมองยังฉับไว , มีประสบการณ์ในการทำงานค่อนชีวิต แต่พอมาเกษียณแล้ว ไม่อยากใช้เวลาให้เปล่าประโยชน์ และยังอยากทำงานอยู่ วันนี้เราจึงนำอาชีพหลังเกษียณมาฝากคุณผู้อ่านกันค่ะ ทำอาหารขาย การทำอาหารขาย เป็นอีกหนึ่งอาชีพซึ่งได้รับความนิยมในอันดับต้นๆของคนวัยเกษียณ เนื่องจากคนมีอายุส่วนใหญ่มีฝีมือในการทำอาหารอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว หรือหวาน ก็ทำได้ทั้งนั้น อาจจะเป็นการไปตั้งแผงเล็กๆแถวตลาดนัดแถวบ้าน หรือทำส่งพนักงานออฟฟิตที่ไม่มีเวลาออกไปหาข้าวกิน และสมัยนี้การทำอาหารคลีนบรรจุกล่องก็เป็นอีกทางเลือกอันน่าสนใจ เพราะสมัยนี้คนไทยหันมาให้ความสนใจกับสุขภาพมากขึ้นแถมบางคนก็ไม่มีเวลาทำอาหารทานเองด้วย รับสอนพิเศษที่บ้าน ผู้เกษียณอายุบางคนเคยทำอาชีพเฉพาะทางมาก่อน เช่น ครูสอนคณิตศาสตร์ , ครูสอนศิลปะ , ครูสอนภาษาอังกฤษ เป็นต้น เพราะฉะนั้นเมื่อเกษียณอายุมาแล้ว การรับสอนพิเศษที่บ้านก็เป็นสิ่งน่าสนใจ นอกจากจะเป็นการสร้างมูลค่าแล้ว ยังเป็นการแบ่งปันความรู้อีกที่เรามีอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากจะพุ่งเป้าไปที่การสอนเด็กๆ เพียงอย่างเดียว ลองมองไปในคนวัยโตกว่าบ้าง เช่น ช่วงวัยคนทำงาน เนื่องจากคนวันนี้ก็พร้อมจะเรียนรู้เช่นเดียวกัน นักเขียน สมัยนี้ช่องทางในการเขียน หรือการนำข้อความที่เราต้องการนำเสนอนั้น ออกไปสู่สายตาของคนหมู่มาก เป็นเรื่องที่ทำได้อย่างง่ายดาย เพราะมีช่องทางอย่างอินเตอร์เน็ต สื่อออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ และคนวัยเกษียณเป็นคนที่สั่งสมความรู้ประสบการณ์ในด้านต่างๆมาอย่างโชกโชน เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าจะต้องมีเรื่องให้เขียนเยอะ นอกจากจะทำให้หวนคิดถึงวันเก่าๆแล้ว ยังเป็นการฝึกในเรื่องของความคิด …

เกษียณ

อยากรู้ไหมชีวิตหลังเกษียณของพนักงานเอกชนเป็นอย่างไร

ชีวิตการทำงานของคนไทยในบริษัทเอกชน มักจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี หรือบางบริษัทกำหนดไว้ที่ 55 ปีเท่านั้น ซึ่งในช่วงอายุเหล่านี้หลายๆคนยังคงเป็นคนมีประสิทธิภาพในการทำงานอยู่  ไม่ว่าจะทั้งร่างกาย หรือสติปัญญา รวมกับประสบการณ์ที่มี ก็ยังคงเป็นคนมีคุณภาพ แต่ทั้งนี้ชีวิตต้องมีการวางแผนต่อไปในอนาคต ในขณะที่ยังพอมีเวลาเหลือ เพื่อให้ชีวิตชีวิตหลังเกษียณดำเนินไปอย่างไม่มีสะดุด และได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยผู้ที่ทำงานบริษัทเอกชน การเกษียณแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบด้วยกัน เกษียณก่อนกำหนดโดยบริษัท ในปัจจุบันนี้มีบางบริษัทซึ่งมีโครงการให้พนักงานเกษียณอายุก่อนกำหนด แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ โดยบริษัทจะมีเงินก้อนชดเชยให้ เกษียณก่อนกำหนดโดยพนักงาน การเกษียณแบบนี้จะเป็นการตัดสินใจของตัวพนักงานเอง เป็นการลาออกจากบริษัทก่อนถึงวัยเกษียณ ซึ่งสามารถพบเจอกรณีอยู่บ้าง เกิดจากการที่พนักงานคนนั้น ได้การวางแผนทางการเงิน ของตัวเองเอาไว้อยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องรอจนถึงอายุ 60 ปี ก็สามารถเลือกเกษียณตัวเองแล้วไปใช้ชีวิตที่ต้องการได้ การเกษียณก่อนกำหนดโดยบริษัท เป็นโครงการบริษัทเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการปรับลดจำนวนคนลง แต่ทั้งนี้ต้องมีการวางแผนในเรื่องของค่าใช้จ่ายในระยะยาว และต้องกำหนดรูปแบบของการจ่ายเงินชดเชย ในกรณีเกษียณอายุก่อนกำหนดแบบนี้ไว้ด้วย ส่วนมากมักจะใช้วิธีคำนวณจาก เงินเดือนในปัจจุบันคูณด้วยระยะเวลาการทำงาน ถ้าใครทำงานมานานก็จะได้รับเงินชดเชยมากตามไปด้วย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทต่างๆไม่ได้เหมือนกันไปทั้งหมด ต้องมีเงินออมเก็บลงทุน การทำงานกับบริษัทเอกชนพนักงานจะถูกเกษียณอายุเมื่อ 60 ปีหรืออย่างมากไม่เกิน 65 ปีเท่านั้น คำถามสำคัญคือถ้าเราไม่ได้ทำงานก็เท่ากับไม่มีรายได้เข้ามา แล้วต่อจากนั้นจะเอาเงินจากที่ไหนใช้ ? แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องมาจากเงินเก่าที่เก็บลงทุนจากในช่วงที่ยังทำงานอยู่ ถ้าจะหวังจากเงินบำนาญของประกันสังคมอย่างเดียวคงไม่พอแน่ๆต่อให้ประหยัดแค่ไหนเมื่อเทียบกับราคาข้าวของในยุคนี้ เพราะฉะนั้นพนักงานบริษัทควรเริ่มออมเงิน ตั้งแต่อายุยังน้อยทั้งนี้เพื่อให้เงินลงทุนเพิ่มมากขึ้น พอเกิดผลตอบแทนจากเงินลงทุนงอกเงยขึ้นมาก็ยังไม่ควรนำออกมาใช้ทันที ควรนำเงินไปลงทุนต่อเพื่อให้เงินต่อเงิน …

ติดตามชีวิตหลังเกษียณของข้าราชการที่คุณอาจไม่รู้

ติดตามชีวิตหลังเกษียณของข้าราชการที่คุณอาจไม่รู้

เกณฑ์เกษียณของข้าราชการไทยส่วนใหญ่ คืออายุ 60 ปี สำหรับบางคนถึงแม้ร่างกายจะยังคงแข็งแรง สมองดี ความจำดี แต่ต้องหยุดทำงานอย่างเลี่ยงไม่ได้  ผู้สูงอายุส่วนใหญ่นอกจากจะต้องพบกับปัญหาทางด้านสุขภาพกายแล้ว ปัญหาสุขภาพจิตเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ สำหรับใครที่มีครอบครัวอบอุ่น มีลูกมีหลานห้อมล้อม ก็สามารถเกษียณได้อย่างสบายๆ แต่อย่างไรก็ตามยังมีผู้สูงอายุหลายคนที่ไม่สามารถปรับตัวได้ กลายเป็นคนว่างเปล่า รู้สึกเหงาหงอยเดียวดาย ชีวิตปราศจากความหมาย โดยเฉพาะอดีตข้าราชการยศสูง เคยมีบริวารห้อมล้อม คอยเอาอกเอาใจ แต่พอเกษียณ ชีวิตเปลี่ยนทันที แต่ถ้าผู้สูงอายุกลุ่มนี้ รู้จักวางแผนสำรองล่วงหน้า ก็สามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างได้อย่างมีความสุข รู้เท่าทันชีวิต วางแผนทางการเงิน เงินเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทุกคนต้องวางแผน เพราะเงินคือรากฐานของความสบาย และความสุขทั้งปวง โดยเฉพาะในวัยเกษียณ ซึ่งเป็นวัยต้องแสวงหาแต่ความสุขในชีวิต และใช้เงินที่ตัวเองหามาได้จะได้ไม่ต้องไปเบียดเบียนลูกหลาน วางแผนในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อจะได้ไม่ว่าง และไม่มีเวลาฟุ้งซ่าน เช่น ตื่นเช้ามาออกกำลังกาย , พอตอนสายๆก็อ่านหนังสือ , ตอนเที่ยงดูละครพร้อมจิบน้ำชา , ตอนแดดร่มทำสวน เป็นต้น แสวงหากิจกรรมใหม่ๆ เพราะ ชีวิตคือการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด ไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไหร่ จงอย่ากลัวในการจะลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอเวลาผ่านไปถึงจุดที่ทำไม่ได้แล้ว จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายที่ไม่ได้ทำ และยังช่วยทำให้ชีวิตยังรู้สึกมีคุณค่ามากขึ้นอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามกิจกรรมนั้นควรเหมาะกับสุภาพของคุณด้วยนะ เช่น เรียนวาดสีน้ำ , เรียนไทเก๊ก , เรียนทำขนม …

การทำความเข้าใจของผู้สูงอายุเกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพ

ผู้สูงอายุกับความเข้าใจในเรื่องของการดูแลสุขภาพ

ต้องยอมรับว่าด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปได้อย่างก้าวไกลในยุคปัจจุบันส่งผลให้อายุของผู้คนยืนยาวมากยิ่งขึ้น ประกอบกับแนวคิดของคนในยุคใหม่ที่รู้สึกว่าการมีครอบครัวหรือการมีลูกไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับพวกเขามากนัก นั่นทำให้สังคมในอนาคตถูกคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นสังคมของผู้สูงอายุอย่างแน่นอน แต่ถึงกระนั้นการเป็นสังคมผู้สูงอายุก็ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งไม่ดี เพราะหากผู้สูงอายุรู้จักและเข้าใจในเรื่องของการดูแลสุขภาพตนเองก็จะช่วยให้ไม่เป็นภาระของคนหนุ่มสาววัยทำงานอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้การทำความเข้าใจเกี่ยวกับด้านสุขภาพของผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยที่จะทำให้ผู้สูงอายุทุกคนใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายได้อย่างมีความสุขและไม่รบกวนต่อสังคมภายนอก การทำความเข้าใจของผู้สูงอายุเกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงของร่างกายคนเราเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหน ศาสนาใด ผู้ชายหรือผู้หญิงก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักนั่นคือสภาพร่างกายค่อยๆ เสื่อมถอยลงตามกาลเวลาเพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วในแต่ละบุคคลเท่านั้นเอง ซึ่งความช้าหรือเร็วที่ว่าก็เกิดจากหลายปัจจัย อาทิ สิ่งแวดล้อม พันธุกรรม การดูแลสุขภาพ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะรู้สึกถึงการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุของตนเองแต่ผู้สูงอายุทุกคนก็สามารถดูแลสุขภาพของตนเองเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีได้ด้วยปัจจัยที่ต้องดูแลเหล่านี้ เรื่องของอาหาร – เป็นที่รู้กันดีว่าเมื่อมีอายุเยอะขึ้นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็ต้องตามมา การเลือกทานอาหารที่เหมาะสมกับร่างกายของตนเองจะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพร่างกายที่ดี เพราะการทานอาหารที่ดีจะทำให้สารอาหารที่เหมาะสมเข้าไปช่วยบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง การออกกำลังกาย – การออกกำลังกายไม่ได้ถูกกำหนดตายตัวว่าจะต้องออกแบบใดขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้สูงอายุแต่ละคน ทว่าอย่างน้อยที่สุดก็ควรมีการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อให้ร่างกายได้รู้สึกว่าตนเองยังมีเรี่ยวแรงในการทำสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ ลดปัญหาความเครียดและความวิตกกังวล – เป็นเรื่องปกติมากๆ ของผู้สูงอายุเมื่อตนเองเริ่มว่างและไม่ได้มีอะไรต้องทำมากเหมือนวัยหนุ่มสาว ความวิตกกังวลหรือความเครียดต่างๆ ก็จะค่อยๆ เข้ามาสู่ความคิดมากขึ้น ยิ่งหากบางคนที่รู้สึกว่าตนเองไร้ค่ายิ่งไปกันใหญ่ สิ่งเหล่านี้ต้องกำจัดออกให้หมดและพยายามหากิจกรรมที่มีความสุขทำจะช่วยลดปัญหาด้านสภาพจิตใจได้ในระดับหนึ่ง การป้องกันอุบัติเหตุและอันตรายที่อาจเกิดกับตนเอง – เช่น การลื่นล้ม การเดินตกบันได สิ่งเหล่านี้สามารถป้องกันได้ด้วยการระมัดระวังมากขึ้นเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหากับสุขภาพของตนเองในภายหลังเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น

บ้านและความเป็นอยู่ของผู้สูงวัยในประเทศสหรัฐอเมริกา

บ้านและความเป็นอยู่ของผู้สูงวัยในประเทศสหรัฐอเมริกา

เป็นเรื่องปกติมากที่เราจะเห็นสังคมในยุคนี้มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุก็มาจากเรื่องของวิวัฒนาการด้านต่างๆ ของโลกมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ทั้งเรื่องของวิทยาศาสตร์ ด้านการแพทย์ การศึกษาค้นคว้าเพื่อให้ชีวิตมีอายุยืนยาวมากขึ้นได้ นั่นทำให้คนในยุคที่ผ่านมาสามารถใช้ชีวิตแบบมีแนวทางมากกว่าเดิม การเสียชีวิตก็ลดลงอัตราผู้สูงอายุจึงมากขึ้นเป็นเรื่องปกติ อย่างในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ยิ่งเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นปีละจำนวนไม่น้อยแต่ด้วยความที่ประเทศของเขายังคงให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุจึงทำให้ผู้สูงอายุในสหรัฐฯ มองว่าพวกเขายังคงมีค่าเสมอ บ้านและความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุในสหรัฐฯ สำหรับผู้สูงอายุในสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ต่างกับประเทศพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาทั่วไปนั่นคือ หากไม่ได้มีครอบครัวที่สามารถเลี้ยงดูได้ก็จะถูกมาอยู่กับบ้านพักคนชรา ซึ่งบ้านพักคนชราในสหรัฐฯ ก็มีอยู่ในแทบทุกเมืองไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือบ้านผู้สูงอายุในสหรัฐฯ หลายแห่งพยายามสร้างกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุทุกคนมองว่าเขาถูกทอดทิ้ง แต่สำหรับผู้สูงอายุทั่วไปในสหรัฐฯ ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต่างก็ให้ความสำคัญกับบุคคลเหล่านี้อย่างมากเพราะพวกเขามีสิทธิประโยชน์มากมายที่ได้รับไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการด้านต่างๆ ขององค์กรส่วนท้องถิ่น ผู้สูงอายุบางคนต้องการเข้าโรงภาพยนตร์เพื่อชมภาพยนตร์ก็จะได้ส่วนลด การเดินทางไปยังที่ต่างๆ ก็ได้รับการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีและได้รับสิทธิพิเศษทั้งการขึ้นรถประจำทางฟรี รถไฟฟรี โดยการนั่งรถประจำทางฟรีสามารถนั่งได้ทั่วทั้งเมืองแทบทุกสายแต่มีข้อแม้นิดหน่อยว่าต้องเป็นวันจันทร์ถึงศุกร์เท่านั้น แต่สำหรับวันเสาร์อาทิตย์หากจำเป็นต้องใช้บริการก็อาจจ่ายแค่ครึ่งเดียว ซึ่งการทำแบบนี้ทางรัฐบาลสหรัฐฯ เองก็มีเหตุนั่นคือพวกเขาต้องการให้ผู้สูงอายุอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวให้มากๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุทุกคนรู้สึกว่าพวกเขามีค่ามากกว่าที่จะรอให้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เราจึงมักสังเกตว่าสังคมผู้สูงอายุในสหรัฐฯ ดูจะมีความสุขกับการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาได้รับการดูแลเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นการอยู่บ้านพักคนชราหรืออยู่กับครอบครัวก็ตาม การเป็นผู้สูงอายุคงไม่มีใครอยากที่จะรบกวนผู้อื่นอย่างแน่นอน แต่การให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งมีค่าเพราะในอดีตเขาเหล่านี้ก็ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้มากมายไม่น้อยเหมือนกัน เมื่อถึงวันที่พวกเขาต้องปลดเกษียณตนเองสิ่งที่พวกเขาทำเอาไว้จึงต้องส่งผลกลับมาให้กับพวกเขาบ้าง

Elderly Society Japan

เจาะลึกสังคมของผู้สูงวัยในประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างไร

ประเทศญี่ปุ่นถือว่าเป็นประเทศที่มีระบบเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากๆ ของเอเชียและของโลก แต่แม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีการพัฒนามากแค่ไหนเรื่องของวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งที่พวกเขายังคงอนุรักษ์ไว้ไม่เสื่อมคลายไม่ว่าจะเป็นประเพณีต่างๆ อาหาการกิน การแต่งกาย รวมไปถึงการปฏิบัติตนด้วย แต่ในปัจจุบันนี้สิ่งหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาเป็นอย่างมากก็คือเรื่องของจำนวนผู้สูงวัยในประเทศมีอัตราเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ซึ่งดูทีท่าแล้วก็เกิดได้จากปัจจัยหลายๆ ประการที่ส่งผลให้ทุกวันนี้สังคมของคนญี่ปุ่นเริ่มเข้าสู่สังคมของผู้สูงวัยมากขึ้นกว่าที่เคยผ่านมา สังคมผู้สูงวัยในประเทศญี่ปุ่น ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดเรื่องของสังคมผู้สูงวัยในประเทศญี่ปุ่นจนนำพามาสู่เรื่องของปัญหานั่นคือการที่คนญี่ปุ่นในยุคนี้แต่งงานกันช้าลง นอกจากจะแต่งงานช้าลงแล้วยังมีการวางแผนครอบครัวแบบคนสมัยใหม่นั่นคือไม่มีลูก ถึงขนาดว่าสมาคมวางแผนครอบครัวของญี่ปุ่นได้มีการเปิดเผยข้อมูลว่าตอนปี 2554 ญี่ปุ่นมีชายโสดอายุระหว่าง 18-34 ปี ที่ไม่แต่งงาน 61% และผู้หญิงอายุเดียวกัน 49% ไม่ยอมขอมีความสัมพันธ์แบบโรแมนติกกับผู้ชาย นั่นแสดงให้เห็นว่าช่วงวัยที่พวกเขาควรจะแต่งงานหรือมีครอบครัวกลายเป็นว่าพวกเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบคนโสดมากกว่า แต่ปัจจัยตรงนี้ก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วนั่นเอง ด้วยเทคโนโลยีของญี่ปุ่นก้าวไกลไปมากทำให้คนโสดจำนวนมากมองว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องหาความสุขจากเพศตรงข้ามหรือจากการมีครอบครัวก็ได้ เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเติมเต็มความต้องการด้านต่างๆ ให้กับพวกเขาแบบครบถ้วน แน่นอนว่าเมื่อเจาะลึกลงไปจริงๆ การที่ญี่ปุ่นกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุผลกระทบที่ตามมาอย่างมากคือเมื่อผู้สูงอายุจำนวนมากเกิดการเจ็บป่วย รัฐจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเหลือดูแลด้านการรักษาพยาบาลทำให้มีผู้เจ็บป่วยมากขึ้น ซ้ำร้ายคนที่จะคอยดูแลกลับน้อยลงบวกกับคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวขึ้นมาพัฒนาประเทศก็ลดน้อยตามไปด้วย ซึ่งเมื่อมองในระยะยาวอาจส่งผลกระทบในอนาคตต่อประเทศได้เหมือนกัน อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับสิ่งหนึ่งว่าการที่สังคมของญี่ปุ่นมีคนสูงอายุมากขึ้นก็มาจากการดูแลสุขภาพที่ดีของพวกเขาด้วยเหมือนกัน นี่คือจุดเด่นที่ทำให้พวกเขามองว่าการไม่มีครอบครัวก็ไมได้ส่งผลกระทบเสียหายอะไร ตรงจุดนี้ยังเป็นสิ่งที่ทำให้หลายๆ ประเทศยังคงฉุกคิดถึงผลกระทบที่อาจตามมาได้หากเกิดขึ้นกับประเทศของตนเองเข้าบ้างจริงๆ ในไม่ช้านี้

เข้าใจถึงธุรกิจการบริการผู้สูงอายุ และโอกาสของผู้ประกอบการไทย

สังคมยุคใหม่มีความเปลี่ยนแปลงไปในด้านต่างๆ มากมาย แม้สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดจะเป็นเรื่องของปัจจัยแวดล้อมภายนอกไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายจากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ชีวิตของคนเราอยู่ง่ายกันมากขึ้น แต่อีกสิ่งที่หากใครไม่ได้สังเกตอาจมองไม่ออกว่าทุกวันนี้สังคมไทยและต่างประเทศทั่วโลกเริ่มเข้าสู่ยุคของสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งปัจจัยก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายแต่ที่มองเห็นภาพชัดเจนที่สุดนั่นคือคนในยุคปัจจุบันเริ่มแต่งงานกันช้าลง ใช้ชีวิตโสดกันมากขึ้น หรือแต่งงานแต่ไม่มีลูกกันเยอะขึ้น ส่งผลให้ประชากรผู้สูงอายค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามไปด้วยและเหตุนี้เองทำให้ธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการผู้สูงอายุในต่างประเทศจึงเป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยม เข้าใจถึงธุรกิจการบริการผู้สูงอายุ จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคที่เรียกว่า baby boom ซึ่งในเวลาต่อมาอัตราจำนวนประชากรก็ค่อยๆ ลงลงเรื่อยๆ มาจนถึงปัจจุบันนั่นทำให้อัตราประชากรของจำนวนผู้สูงอายุมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2013 อัตราผู้สูงอายุต่อประชากรกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วมีอยู่ 23% หรือประมาณ 240 ล้านคน เพิ่มจากเมื่อปี 1990 ที่มีแค่ 17% อยู่มากพอสมควร ซึ่งจากอัตราการขยายตัวของจำนวนผู้สูงอายุนี้ส่งผลให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการแบบเฉพาะเจาะจงกับผู้สูงอายุมากขึ้นตามไปด้วย ความต้องการที่แตกต่างของกลุ่มผู้สูงอายุประกอบกับการขยายตัวทางการเงินทำให้เกิดธุรกิจประเภทใหม่ขึ้นมา ในต่างประเทศจะเน้นธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้สูงอายุหลังเกษียณ เช่น ธุรกิจตัวแทนเพื่อหางานให้ผู้สูงอายุที่ต้องการหารายได้หลังเกษียณ, ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพของผู้สูงอายุที่เข้าไปตรวจสุขภาพกันถึงบ้าน, ธุรกิจขับรถรับส่งผู้สูงอายุที่มีการดัดแปลงรถให้เกิดความเหมาะสมเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก, ธุรกิจสร้างความสะดวกสบายด้วยการถือของในห้างสรรพสินค้าสำหรับผู้สูงอายุที่ถือของหนักๆ ไม่ไหว เป็นต้น เหล่านี้คือธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงกับประเทศที่พัฒนาแล้วมีกลุ่มเป้าหมายในวัยของผู้สูงอายุ โอกาสของผู้ประกอบการในไทยเกี่ยวกับธุรกิจผู้สูงอายุ ประเทศไทยถือเป็นประเทศกำลังพัฒนาซึ่งในสังคมก็จะเห็นว่าเริ่มมีผู้สูงอายมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเป็นเช่นนี้จากสภาพอากาศที่เหมาะสมบวกกับค่าครองชีพที่ไม่สูงทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเป้าหมายของชาวต่างชาติที่เกษียณอายุจำนวนไม่น้อยในการมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่หรือพักอาศัยในระยะยาวจากปัจจัยตรงนี้เองแม้ภาพรวมมองว่าธุรกิจอาจไม่ได้รองรับผู้สูงอายุในประเทศไทยแต่ก็สามารถรองรับกลุ่มผู้สูงอายุชาวต่างชาติได้ไม่น้อย นั่นทำให้ธุรกิจด้านการให้บริการผู้สูงอายุในประเทศไทยสามารถเติบโตได้และไม่แน่ว่าเมื่อคนไทยเห็นดีงามด้วยก็พร้อมกลายเป็นธุรกิจที่น่าจับตาเหมือนกัน