อยากรู้ไหมชีวิตหลังเกษียณของพนักงานเอกชนเป็นอย่างไร

เกษียณ

ชีวิตการทำงานของคนไทยในบริษัทเอกชน มักจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี หรือบางบริษัทกำหนดไว้ที่ 55 ปีเท่านั้น ซึ่งในช่วงอายุเหล่านี้หลายๆคนยังคงเป็นคนมีประสิทธิภาพในการทำงานอยู่  ไม่ว่าจะทั้งร่างกาย หรือสติปัญญา รวมกับประสบการณ์ที่มี ก็ยังคงเป็นคนมีคุณภาพ แต่ทั้งนี้ชีวิตต้องมีการวางแผนต่อไปในอนาคต ในขณะที่ยังพอมีเวลาเหลือ เพื่อให้ชีวิตชีวิตหลังเกษียณดำเนินไปอย่างไม่มีสะดุด และได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

โดยผู้ที่ทำงานบริษัทเอกชน การเกษียณแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบด้วยกัน

  1. เกษียณก่อนกำหนดโดยบริษัท ในปัจจุบันนี้มีบางบริษัทซึ่งมีโครงการให้พนักงานเกษียณอายุก่อนกำหนด แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ โดยบริษัทจะมีเงินก้อนชดเชยให้
  2. เกษียณก่อนกำหนดโดยพนักงาน การเกษียณแบบนี้จะเป็นการตัดสินใจของตัวพนักงานเอง เป็นการลาออกจากบริษัทก่อนถึงวัยเกษียณ ซึ่งสามารถพบเจอกรณีอยู่บ้าง เกิดจากการที่พนักงานคนนั้น ได้การวางแผนทางการเงิน ของตัวเองเอาไว้อยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องรอจนถึงอายุ 60 ปี ก็สามารถเลือกเกษียณตัวเองแล้วไปใช้ชีวิตที่ต้องการได้

การเกษียณก่อนกำหนดโดยบริษัท เป็นโครงการบริษัทเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการปรับลดจำนวนคนลง แต่ทั้งนี้ต้องมีการวางแผนในเรื่องของค่าใช้จ่ายในระยะยาว และต้องกำหนดรูปแบบของการจ่ายเงินชดเชย ในกรณีเกษียณอายุก่อนกำหนดแบบนี้ไว้ด้วย ส่วนมากมักจะใช้วิธีคำนวณจาก เงินเดือนในปัจจุบันคูณด้วยระยะเวลาการทำงาน ถ้าใครทำงานมานานก็จะได้รับเงินชดเชยมากตามไปด้วย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทต่างๆไม่ได้เหมือนกันไปทั้งหมด

ต้องมีเงินออมเก็บลงทุน

การทำงานกับบริษัทเอกชนพนักงานจะถูกเกษียณอายุเมื่อ 60 ปีหรืออย่างมากไม่เกิน 65 ปีเท่านั้น คำถามสำคัญคือถ้าเราไม่ได้ทำงานก็เท่ากับไม่มีรายได้เข้ามา แล้วต่อจากนั้นจะเอาเงินจากที่ไหนใช้ ? แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องมาจากเงินเก่าที่เก็บลงทุนจากในช่วงที่ยังทำงานอยู่ ถ้าจะหวังจากเงินบำนาญของประกันสังคมอย่างเดียวคงไม่พอแน่ๆต่อให้ประหยัดแค่ไหนเมื่อเทียบกับราคาข้าวของในยุคนี้ เพราะฉะนั้นพนักงานบริษัทควรเริ่มออมเงิน ตั้งแต่อายุยังน้อยทั้งนี้เพื่อให้เงินลงทุนเพิ่มมากขึ้น พอเกิดผลตอบแทนจากเงินลงทุนงอกเงยขึ้นมาก็ยังไม่ควรนำออกมาใช้ทันที ควรนำเงินไปลงทุนต่อเพื่อให้เงินต่อเงิน จนกลายมาเป็นผลตอบแทนแบบทบต้น ผลลัพธ์คือเงินลงทุนก็จะเติบโตทันใช้ เมื่อเก็บเงินได้มากพอ แล้ว  ควรแบ่งเงินออกเป็นส่วนๆ ไปลงทุนตามความเสี่ยงอันหลากหลายเพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม เช่น กองทุน , หุ้น , ทองคำ ,  ที่ดิน เป็นต้น